ผู้อำนวยการโรงเรียน  

นางสาวดวงแข  เพชรเรือนทอง

ผู้อำนวยการโรงเรียน

   

คลังสื่อการเรียนรู้ DLIT  

   

ไขความกระจ่างของดวงจันทร์บริวารดาวเสาร์

 

     ไททัน (Titan) เป็นดวงจันทร์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในระบบสุริยะ บริวารของดาวเสาร์ดวงนี้
เต็มไปด้วยความลึกลับ เนื่องจากมีเมฆหมอกเป็นก๊าซมีเทนที่หนาทึบปกคลุมพื้นผิวทำให้
ป้องกันการมองเห็นในเชิงลึกเกี่ยวกับลักษณะ ทางธรณีวิทยาที่สำคัญ แต่นักวิทยาศาสตร์
ก็หาวิธีมองผ่านเมฆหมอกเหล่านั้นได้ ด้วยการสำรวจของยานอวกาศ แคสสินีที่โคจรรอบ
ดาวเสาร์ระหว่างปี พ.ศ.2547-2560 และเคลื่อนผ่านดวงจันทร์ไททันมามากกว่า 120 ครั้ง

เพื่อพิสูจน์ว่าพื้นผิวของดวงจันทร์ไททันประกอบด้วยทะเลสาบมีเทนขนาดใหญ่ การผ่านซ้ำๆ
หลายครั้ง เครื่องมือเรดาร์ของยานแคสสินีจึงมีเวลาตรวจสอบคุณลักษณะของไททัน
และทำให้เกิดแผนที่ทางธรณีวิทยาครั้งแรกของดวงจันทร์ที่แปลกและเย็นเยือก
นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย หรือแคลเทค (California Institute
of Technology-Caltech) เผยเมื่อเร็วๆนี้ ลักษณะภายนอกของไททันคือหนึ่งใน
ความหลากหลายทางธรณี- วิทยาที่มากที่สุดในระบบสุริยะของเรา คุณสมบัติหลัก
6 ประการในทางธรณีวิทยาที่ถูกกระบุคือ มีที่ราบ, เนินทราย, ภูเขาขนาดเล็ก, ทะเลสาบ
, ผืนดินมีความสลับซับซ้อน และหลุมอุกกาบาต ซึ่งพื้นผิวของไททันนั้นเต็มไปด้วยที่ราบ
ตรงเขตละติจูดกลาง คิดเป็นประมาณ 65% ของแผนที่ทั้งหมด เนินทรายขยายความยาว
ตามเส้นศูนย์สูตร ขณะที่ขั้วดาวเป็นที่ตั้งของทะเลสาบมีเทนแปลกๆ



นักวิทยาศาสตร์สังเกตพบว่าทะเลสาบ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ แต่ที่ขั้วโลกใต้นั้นค่อนข้างแห้ง
นี่อาจเป็นผลมาจากวัฏจักรสภาพอากาศและคุณสมบัติที่แตกต่างกันของไททันชี้ให้เห็นว่า
มีกระบวนการหลายอย่างที่ก่อเกิดบนพื้นผิวของดวงจันทร์ดวงนี้ ซึ่งควบคุมโดยสภาพอากาศ
ฤดูกาล และเนินเขา.

ที่มา : https://www.thairath.co.th

รอมา 5 ปี!! 'จูโน' ฝ่ารังสีสู่วงโคจรดาวพฤหัสฯ กุญแจไขความลับระบบสุริยะ

รอมา 5 ปี!! 'จูโน' ฝ่ารังสีสู่วงโคจรดาวพฤหัสฯ กุญแจไขความลับระบบสุริยะ

           เมื่อวันจันทร์ที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา ยานอวกาศ 'จูโน' ขององค์การบริหารการบินและบรรยากาศแห่งชาติ หรือ นาซา ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัสบดี ดาวเคราะห์ดวงใหญ่ที่สุดในระบบสุริยจักรวาล หลังจากยานลำนี้เดินทางออกจากโลกเมื่อราว 5 ปีก่อน
           แต่การเดินทางเข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัสฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย ยานจูโนต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ ทั้งแรงโน้มถ่วง, รังสี และสนามแม่เหล็ก ซึ่งหากเกิดความผิดพลาดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ยานมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลำนี้ก็อาจแหลกเป็นชิ้น หรือหายไปในอวกาศ พร้อมกับความหวังที่จะได้รู้ความลับของดาวก๊าซยักษ์ดวงนี้

โครงการ จูโน

          โครงการ จูโน เป็นหนึ่งในภารกิจสำรวจอวกาศ 'นิว ฟรอนเทียร์' ของนาซา ใช้งบประมาณในการสร้างกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยยานจูโนถูกส่งขึ้นสู่อวกาศจากสถานีของกองทัพอากาศ เคป คานาเวรัล เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ปี ค.ศ. 2011 และจากความสำเร็จล่าสุดทำให้ จูโน กลายเป็นยานอวกาศลำที่ 2 ต่อจากยาน กาลิเลโอ ที่ได้โคจรรอบดาวพฤหัสบดี (ปี 1995-2003) ชื่อ จูโน มีที่มาจากเทพนิยายกรีกโรมัน โดยเป็นชื่อของ จูโน เทพธิดาผู้เป็นมเหสีของมหาเทพจูปิเตอร์ โดยนางสามารถมองทะลุผ่านเมฆหมอกที่จูปิเตอร์เสกขึ้นมาเพื่อปิดบังการกระทำผิดของตัวเองได้ เปรียบเหมือนยานจูโน ที่กำลังจะมองทะลุกลุ่มเมฆของดาวพฤหัสบดี เพื่อศึกษาความลับของดาวดวงนี้
          ยานจูโนแตกต่างจากยานสำรวจอวกาศลำอื่น ตรงที่ใช้แสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงาน แทนที่จะเป็นพลังงานนิวเคลียร์ โดยจูโนมีแผงโซลาร์เซลล์ขนาดยักษ์ ยาว 8.9 ม. และมีพื้นที่ 24 ตร.ม. คอยรับแสงอาทิตย์ถึง 3 แผง ซึ่งสาเหตุที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาเลือกใช้พลังงานแสงอาทิตย์ก็เพราะอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ทั้ง 9 เครื่องของยานลำนี้ใช้พลังงานน้อย และวงโคจรที่ยานจูโนจะใช้โคจรรอบดาวพฤหัสบดีไม่มีจุดที่ไม่ถูกแสงอาทิตย์
          กระบวนการนี้มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากยานจูโนต้องติดเครื่องยนต์ที่ระยะห่าง 2,609 ไมล์จากดาวพฤหัสบดีอย่างแม่นยำ เพราะหากติดเครื่องที่ระยะสูงกว่านี้ จูโนจะต้องเคลื่อนตัวเพิ่มขึ้นเพื่อเดินทางไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องเพื่อการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งด้วยความเร็วดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย และในเวลาเดียวกันนั้น ยานอวกาศลำนี้ยังต้องเคลื่อนตัวผ่านรังสี ซึ่งเข็มขัดรังสีอันเข้มข้นของดาวพฤหัสฯ สามารถทำให้ยานอวกาศได้รับความเสียหายอย่างง่ายดาย เส้นทางโคจรของยานจูโนจึงถูกออกแบบมาให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีรังสีเข้มข้นที่สุด
          อันตรายยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยานจูโนยังต้องหลีกเลี่ยงจากการมีปฏิกิริยากับสนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดีมากเกินไป เนื่องจากมันจะขัดขวางการทำงานของระบบสื่อสาร แม้ว่ายานจูโนจะถูกห่อหุ้มด้วยไทเทเนียมกันรังสี เพื่อป้องกันไว้ก่อนในกรณีที่เกราะไทเทเนียมนี้ไม่เพียงพอต่อการป้องกันรังสีและสนามแม่เหล็ก
          หลังจากนี้ยานจูโนจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ในการเคลื่อนตัวไปยังวงโคจรผ่านขั้วโลก ซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้าย และจะใช้เวลาตลอดปีหน้าในการปฏิบัติภารกิจทางวิทยาศาสตร์ ก่อนที่ภารกิจของยานลำนี้จะสิ้นสุดลงในเดือน ก.พ. 2018 ด้วยการตั้งใจพุ่งชนชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดี เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดจนยานไปตกที่ดวงจันทร์ยูโรปา และทำให้ดาวบริวารดวงนี้แปดเปื้อน

ที่มา : https://www.thairath.co.th

   

คู่มือนักเรียนและผู้ปกครอง  

   

KPAOS Registration  

   

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  

   

ระบบบริหารจัดการโรงเรียน  

   
© KPAOS WebMasters : DarkKnife